ยาไมเกรน ทำให้มือเน่า จริงหรือไม่? : ยา อันตรายบนความไม่รู้

0

ยา อันตรายบนความไม่รู้ : ยาไมเกรน ทำให้มือเน่า จริงหรือไม่?
เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวฮือฮาที่ทำให้คนเป็นไมเกรน หรือมีอาการปวดหัวข้างเดียวบ่อยๆถึงกับสะดุ้งนั่นก็คือ ยาไมเกรน ทำให้มือเน่า เรื่องนี้จริงหรือไม่ ภก.ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีคำตอบมาให้ แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกันก่อนว่า ไมเกรน คืออะไร?
ไมเกรน (Migraine) เป็นอาการปวดศีรษะชนิดหนึ่ง ที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจาดอะไร แต่เชื่อว่าเกิดจากหลอดเลือดในสมองมีการหดตัว ซึ่งเมื่อหลอดเลือดที่หดตัวแล้วมีเกิดการขยายตัวออกก็จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ อาการปวดที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีคือ จะมีลักษณะอาการปวดหัวตุ๊บๆเป็นจังหวะ แต่ว่าปวดเพียงข้างเดียว และเมื่อขยับตัวไปมาอาการปวดจะเพิ่มขึ้น อาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียรร่วมด้วย รวมถึงความทนต่อแสงแดดจ้าหรือเสียงดังๆไม่ค่อยได้ มักจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เชื่อกันว่าปัจจุบันมีคนเป็นโรคนี้อยู่จำนวนมาก เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง และโรคนี้ก็ยังรักษาไม่หายขาดแต่ก็สามารถบรรเทาได้ด้วยกันดูแลสุขภาพตัวเองโดยการทานยาหรือรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ
การทานยาไมเกรนเพื่อบรรเทาอาการไมเกรนนั้นมีผลเสียหรือไม่?
อาจารย์ ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ พูดถึงข้อเสียของการทานยาไมเกรนที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาว่าทานยาไมเกรนแล้วทำให้มือเน่า ว่านั่นก็เป็นเรื่องจริง โดยสาเหตุหลักๆเลยก็คือปัญหาของเลือดที่จะนำไปหล่อเลี้ยงในบริเวณปลายมือปลายเท้านั้นไม่พอ ดังนั้นเราควรมาทำความรู้จักกับยาไมเกรนกันก่อน ยาไมเกรนที่ถูกพูดถึงในขณะนี้ก็เป็นยาไมเกรนที่มีเออร์โกตามีน (Ergotamine) หรือชื่อที่เรียกในทางการค้าก็คือ คาเฟอร์กอต (Cafergot®) โดยยาตัวนี้จะมีสารเออร์กอต (Ergot) ที่จะไปออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวเพราะอาการของไมเกรนเป็นอาการที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวจนทำให้เรารู้สึกปวดหัว เมื่อเราทานยาเข้าไป สารเออร์โกตามีนมันไม่ได้ทำให้หลอดเลือดกดเฉพาะบริเวณสมองหรือที่บริเวณเราปวดศีรษะ แต่มันทำให้หลอดเลือดทั้งร่างกายหดตัวลง ทำให้หลอดเลือดส่วนปลายโดยเฉพาะหลอดเลือดบริเวณปลายมือ ปลายเท้าที่มีขนาดเล็กและอยู่ไกลจากศูนย์กลางหดตัวลงด้วยเช่นกัน จึงทำให้เลือดไม่สามารถไหลไปหล่อเลี้ยงบริเวณบริเวณปลายมือ หรือปลายเท้าได้ และอีกสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรนพบกับปัญหามือเน่าก็เป็นเพราะว่าผู้ป่วยมีการรับประทานยาชนิดอื่นร่วมด้วย ซึ่งเมื่อผู้ป่วยทานยาชนิดอื่นร่วมไปด้วยก็ทำให้ยานั้นมีผลทำให้มันไปยับยั้งเอมไซม์ในตับ ซึ่งเอนไซม์ในตับมีหน้าที่ในการทำลายสารพิษอย่างยาเออร์โกตามีน จึงทำให้ผู้ป่วยได้รับอัตรายจากการใช้ยาตัวนี้มากขึ้นไปอีก
ทานยาไมเกรนอย่างไรถึงจะปลอดภัยและวิธีสังเกตุอาการปลายมือปลายเท้าขาดเลือด
ยาแก้ปวดหัวใครๆก็ซื้อมาทานกันเองได้อันนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจกัน แต่ยาบางอย่างอันตรายอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ดังนั้นการผู้ป่วยทานยาอื่นๆร่วมด้วยก็ควรที่จะแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเพื่อความปลอดภัย วิธีสังเกตุอาการขาดเลือดของปลายมือหรือปลายเท้าก็คือ
– สังเกตุจาก สีของผิวหนังที่ซีดดลง
– อุณหภูมิปลายมือปลายเท้าว่าเย็นขึ้นหรือเปล่า
– บริเวณปลายมือปลายเท้ามีอาการชาร่วมด้วยหรือไม่
ในบางกรณีมือและเท้าอาจจะเปลี่ยนสีจากสีม่วงเป็นสีคล้ำๆ โดยอาการที่รุนแรงที่สุดของการขาดเลือดก็คือ เสียชีวิต ซึ่งการการเสียชีวิตก็มีหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ป่วยเกิดการขาดเลือดมากๆ ทำให้มือ เท้าเน่าและเนื้อตายเป็นบริเวณมากหรืออาจจะเป็นเพราะผู้ป่วยไม่รักษาตัวเองหรือมาพบแพทย์ไม่ทันเวลา สำหรับเนื้อเยื่อที่ตายนั้นมันจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดและเนื้อที่ยังดีอยู่ทำให้เนื้อเยื่อนั้นตายไปเรื่อยๆจนถึงขั้นชีวิต และอีกสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตก็คืออาจจะมาจากหลอดเลือดส่วนอื่นโดยเฉพาะหัวใจเกิดการหดตัวอย่างรุนแรงทำให้หัวใจวายในที่สุด ฉนั้นหากจำเป็นที่จะต้องทานยาชนิดนี้ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์หรือต้องทราบอย่างแน่ชัดว่าตนเองเป็นโรคนี้จริงๆ เพราะว่ายาชนิดที่มีเออร์โกตามีนนั้นมันจะไม่สามารถรักษาอาการปวดอย่างอื่นได้
วิธีการรับประทานยาประเภทนี้ให้ถูกวิธีก็ควรที่จะทานเมื่อเริ่มมีอาการไมเกรนโดยจะสามารถทานได้ครั้งละ 1 เม็ดและหากอาการปวดยังไม่ดีขึ้นภายในครึ่งชั่วโมงก็สามารถทานได้อีก 2 เม็ด แต่อย่างไรก็ตามการปวดหนึ่งครั้งไม่ควรที่จะทานยาเกิน 6 เม็ด และภายใน 1 สัปดาห์ผู้ป่วยไม่ควรที่จะรับประทานยาชนิดนี้เกิน 10 เม็ด และในหนึ่งเดือนก็ไม่ควรทานเกิน 15 เม็ดเพราะหากทานมาเกินไปจะทำให้อาการปวดนั้นเพิ่มขึ้นนั้นเอง ฉะนั้นหากเราเป็นโรคไมเกรนทางที่ดีที่สุดก็คือไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการและดูแลสุขภาพตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ซื้อยาจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรอยู่ประจำ ไม่ใช้ยาของคนอื่นหรือไม่ควรใจดีแชร์ยากันทาน ยาใครยามันนะคะ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้
ขอบคุณข้อมูลจาก Mahidol Channel มหิดล แชนแนล, youtube.com

Comments

comments

Share.

About Author

Leave A Reply