พระราชวังแวร์ซาย ประวัติและความเป็นมา (ภาค 1)

0
153

พระราชวังแวร์ซาย ประวัติและความเป็นมา (ภาค 1)
ระหว่างวันหยุดยาวฉลองวันขึ้นปีใหม่ ผู้เขียนได้มีโอกาสดูรายการสารคดี Les trésors du château de Versailles หรือแปลเป็นไทยว่า “ขุมทรัพย์แห่งพระราชวังแวร์ซาย” โดย Françoise Cros de Fabrique และ Frédéric Lusa ออกอากาศทางช่องทีวี France 5 เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เห็นว่าน่าสนใจดีเลยนำมาเล่าให้ฟังค่ะ
พระราชวังแวร์ซาย ในภาษาฝรั่งาศสเรียกว่า ซาโดว์ เดอ แวร์ซาย (Château de Versailles) เป็นพระราชวังหลวงที่ใหญ่และสวยที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่เขตแวร์ซาย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ประมาณ 20 กิโลเมตร ได้รับจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979 และยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคปัจจุบัน พระราชวังแวร์ซาย ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 8000 เซคเตอร์ ประกอบไปด้วยด้วยปราสาททั้ง 3 หลัง คอกม้าอีก 2 แห่งและสวนต่างๆอีกหลายแห่งที่ออกแบบสวยงามอย่างน่าทึ่งในทุกฤดู จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ตามวงโคจรของดวงอาทิตย์ โดยเริ่มจากน้ำพุแลโตน่า (Fountain of Latona) ที่ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 2 ปี ถัดไปคือสนามหญ้าเขียวขจีที่มองไปไกลๆเหมือนกับพรมสีเขียวขนาดใหญ่ ถัดลงไปอีกคือ Le bassin d’Apollon เป็นแอ่งน้ำพุที่ตรงกลางมีรูปปั้นของเทพเจ้าอพอลโลกำลังทรงม้าโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา อยู่ตรงกลางระหว่างม้า 4 ตัว ยักษ์และอสูรกายทะเลอีกอย่างละ 4 ตน เวลาที่เวลาแสงอาทิตย์สาดมาจะดูสง่าและงดงามมาก เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ทรงเหมือนกับสุริยกษัตริย์ผู้เป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่าง และถัดลงไปก็เป็น Grand Canal

ประวัติความเป็นมาตั้งแต่ทศวรรตที่ 16 ถึง 19
เบื้องหลังพระราชวังหลวงแวร์ซายที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน มีพนักงานที่ทำงานในพระราชวังแห่งนี้ถึง 1000 คน ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมอย่างมากมายมากกว่า 7.5 ล้านคน ซึ่งในวันนี้เราจะพูดประวัติความเป็นมารวมถึงการปฏิสังขรณ์และตัวปราสาทต่างๆขึ้นมาใหม่ในช่วงทศวรรตที่ 16 ถึง 19 กันนะคะ
โดยเรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1623 พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ซึ่งตอนนั้นมีพระชนมายุได้ 23 พระชันษา โปรดปรานการเสด็จออกไปล่าสัตว์ที่ชนบท ทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายซึ่งตอนนั้นเป็นแค่ตำบลเล็กๆมี่ผู้คนอยู่อาศัยมาก มีแต่ป่าและเขาเหมาะที่จะสร้างเป็นที่พำนักชั่วคราวเวลาออกล่าสัตว์ จึงทรงมีรับสั่งให้มีการปรับปรุงกระท่อมล่าสัตว์หลังเล็กๆ โดยการสร้างพระตำหนักใหม่ที่ทำด้วยหินอ่อนและหินอิฐขึ้นมาครอบทับบนกระท่อมล่าสัตว์ จนแข็งแรงสวยงามกลายเป็นปราสาทในเวลาต่อมา แล้วในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1624 พระราชวังแวร์ซายก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

จากกระท่อมล่าสัตว์กลายเป็นพระราชวัง
ในปี ค.ศ. 1642 พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 สิ้นพระชนม์ลง พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ทรงขึ้นครองราษฏร์แทนพระบิดา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1643 ซึ่งในตอนนั้นพระองค์มีอายุแค่เพียงแค่ 5 พระชันษาเท่านั้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีความผูกพันธ์กับพระราชวังแวร์ซายของพระราชบิดามาก ซึ่งน่าจะมาจากการที่พระองค์ขึ้นรับมงกุฎกษัตริย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงมีการแต่งตั้งให้ คาร์ดินัล มาซาแร็ง เป็นผู้สำเร็จราชการแทนซึ่งในขณะนั้นก็มีการแย่งชิงอำนาจจากเหล่าขุนนางตลอดเวลา พระองค์จึงพำนักอยู่ที่พระราชวังแวร์ซายเพื่อความสงบและปลอดภัย จนในปี ค.ศ. 1661 คาร์ดินัล มาซาแร็ง ได้เสียชีวิตลง พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงมีพระชนมายุได้ 23 พรรษาในขณะนั้น ได้เข้าพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์อย่างเต็มพระองค์ นับตั้งแต่นั้นมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทำการบูรณะต่อเติมพระราชวัง จนหน้าตาพระราชวังแวร์ซายแบบเดิมๆได้เปลี่ยนแปลงไป การตกแต่งภายนอกพระราชวังเป็นแบบธรรมดาเรียบง่าย ซึ่งตรงกันข้ามกับการตกแต่งภายในที่ดูหรูหราอลังการ โดยพระองค์ทรงเน้นศิลปและสถาปัตยกรรมแบบบาบาร็อค (Baroque) และศิลปโรโคโค (Rococo) หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ที่เรียกกันว่า “ศิลปแบบหลุยส์ที่ 14” (Louis XIV Style) ซึ่งเน้นลายเส้นสีทอง ทุกอย่างกลมกลืนกัน มีรูปปั้นแบบเล็กประดิษฐ์ประดอยทาสีสีทอง กรอบภาพหรือกระจกจะเป็นลวดลายวิจิตรบรรจง นิยมใช้ลวดลายเส้นโค้งแบบรูปตัว s และตัว c บนเพดานจะเป็นภาพวาดที่สวยงาม ศิลปแบบโรโคโคที่รู้จักกันแพร่หลายคือผ้าหลุยส์ ส่วนตรงกลางพระราชวังเป็นศุนย์รวมรูปปั้นแกะสลักที่สวยงาม น่าเสียดายที่บางส่วนถูกทำลายไป

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1668 ทรงโปรดให้สถาปนิก Louis Le Vau ทำการบูรณะพระตำหนักส่วนของพระเจ้าหลุยที่ 13 และปีกตำหนักทั้งสองใหม่ให้กลายเป็นที่พำนักเป็นของพระองค์และราชินี ซึ่งในส่วนที่พำนักของพระเจ้าหลุยที่ 14 นั้นประกอบไปด้วยห้องโถงที่เป็นสีทองถึง 7 ห้อง ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังไม่พอพระทัย ทรงรับสั่งให้ทำสวนและน้ำพุหลายอีกหลายแห่ง

การก่อสร้างห้องกระจก (The Hall of Mirrors)
นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1679 ก็มีการขยายพระราชวังให้ใหญ่โตขึ้นไปอีก โดยให้ Mansart ขยายปีกพระตำหนักออกไปเพื่อใช้เป็นที่พำนักของเหล่าเจ้าชาย ทรงสร้างคอกม้าทั้ง 2 แห่ง รวมถึงอาคารที่ทำงานของขุนนาง หรือสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆทั้งภายนอกและภายในประเทศ อีกสามปีต่อมา พระราชวังแวร์ซายก็กลายเป็นศูนย์กลางระบบบริหารราชการของพระองค์อย่างเต็มตัว ทรงให้ Jules Hardouin-Mansart ซึ่งเป็นสถาปนิกส่วนพระองค์ ทำการล้อมปิดลานหินข้างสวนด้วยกระจกบานยักษ์ถึง 17 บาน โดยห้องกระจกนี้มีความยาวถึง 70 เมตรตกแต่ด้วยกระจกแก้ว โคมไฟ และรูปปั้นสีทอง  เมื่อเปิดออกไปก็จะเห็นสวนแวร์ซายอันสวยงามสุดลูกหูลูกตา ในปัจจุบันคือห้องกระจก (Galerie des Glaces หรือ The Hall of Mirrors) ที่มีชื่อไปทั่วโลกเพราะเป็นที่ลงนามสนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Treaty of Versailles) ซึ่งเป็นสัญญาสงบศึกในสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างสัมพันธมิตรกับจักรวรรดิเยอรมันในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1919 และยังถูกใช้เป็นที่ลงนามอีกครั้งเมื่อเยอรมนีบุกตีชนะฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย พระราชวังแวร์ซาย จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือทางการเมืองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ใช้ในการแสดงแสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ว่ากันว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระองค์เชิญเจ้าเมืองในรัฐต่างๆที่อยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมานั่งชมการเสวยพระกระยาหารของพระองค์ที่มีมากถึง13 คอร์สเลยทีเดียว

ในปี ค.ศ.1687 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงโปรดให้มีการสร้างพระตำหนักทริอานน็อง (Château Trianon) ซึ่งเป็นพระตำหนักส่วนพระองค์ โดยทรงมีพระราชดำหริว่า “พระองค์ทรงสร้างพระราชวังแวร์ซายสำหรับทุกๆตนที่อยู่รอบๆพระองค์ สร้าง Château de Marly ไว้รับรองพระสหายและแขกบ้านแขกเมือง และพระตำหนักทริอานน็องไว้สำหรับตัวพระองค์เองโดยเฉพาะ” เพี่ยงเท่านั้นยังไม่พอ เพราะดูเหมือนว่าสิ่งที่พระราชวังแวร์ซายยังขาดอยู่อีกหนึ่งอย่าง

ปี 1689 สถาปนิกคนเดิมก็ได้ลงมือสร้างโบสถ์ขึ้นมาตามพระประสงค์ และโบสถ์แห่งนี้ก็เป็นสิ่งก่อสร้างชิ้นสุดท้าย ที่ทรงสร้างขึ้นในพระราชวังหลวงแห่งนี้ วิหารที่งดงามตระการตาที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยสถาปนิกถึงสองคน ผนังบนเพดานตรงกลางถูกสร้างให้เป็นโดมรูปไข่ขนาดใหญ่ มีภาพวาดทั้งหมด 8 ภาพและรูปปั้นที่มีความงดงามอีกเป็นร้อย ส่วนกุญแจวิหารที่มีลวดลายมงกุฎทองคำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ได้หายไปในช่วงที่มีการปฏิวัติในปลายทสวรรตที่ 17 และมีผู้นำมาคืนให้ในภายหลัง
แต่หลังจากที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้มาทำการสวดมนต์ที่พระวิหารแห่งนี้เพียงแค่ 5 ปี ก็สิ้นพระชนม์ลง ในวันที่ 1 กันยายน ปี ค.ศ.1715 รวมพระชนมายุได้ 77 พรรษา โดยในช่วงก่อนสิ้นพระชนม์ พระองค์ได้ย้ายห้องบรรทมให้มาอยู่ตรงใจกลางของพระราชวังแวร์ซาย
คลิปวีดีโอ ประวัติและความเป็นมาพระราชวังแวร์ซาย(ภาษาอังกฤษ) จาก Youtube.com by Thunderworks


ตัวอย่าง ขุมทรัพย์แห่งพระราชวังแวร์ซาย (ภาษาฝรั่งเศส)


ขอบคุณข้อมูลจาก France 5
ติดตามตอนต่อไปได้ใน ประวัติและความเป็นมา พระราชวังแวร์ซาย ภาคที่ 2

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here